ReadyPlanet.com
bulletจุลินทรีย์หอม
bulletจุลินทรีย์หอมคาซาม่า
bulletผู้ผลิตและจำหน่ายจุลินทรีย์หอมคาซาม่า
bulletจุลินทรีย์เติมบ่อเกรอะ/ดับกลิ่นเหม็นบ่อเกรอะ
bulletน้ำยาดับกลิ่นห้องน้ำโรงแรมและรีสอร์ท
bulletจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียคอนโดมิเนี่ยม
bulletจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียในโรงพยาบาล
bulletการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียในโรงงานลูกชิ้น
bulletการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียในโรงงานเชือดไก่
bulletจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียตลาดสด
bulletทำไมต้องใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียและดับกลิ่น?
bulletจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย ราคา
bulletจุลินทรีย์ดับกลิ่น/จุลินทรีย์กำจัดกลิ่น
bulletจุลินทรีย์เติมบ่อบำบัดน้ำเสีย
bulletจุลินทรีย์หอมคาซาม่าใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?
bulletจุลินทรีย์ดับกลิ่นน้ำเน่าเหม็นดับกลิ่นน้ำเน่าเสีย
bulletจำหน่ายอีเอ็มดับกลิ่นอีเอ็มกำจัดกลิ่น
bulletดับกลิ่นเหม็นในฟาร์มหมู/กำจัดกลิ่นเหม็นในฟาร์มหมู
bulletการใช้จุลินทรีย์หอม-kasama ดับกลิ่นห้องน้ำ
dot
ธนาคาร
dot
bulletกรุงเทพ
bulletกสิกรไทย
bulletกรุงไทย
bulletกรุงศรี
bulletไทยพาณิชย์
dot
เช็คเมล
dot
bulletYahoo
bulletHotmail
bulletGmail


บำบัดน้ำเสียโรงแรมและรีสอร์ททุกๆแห่ง
บำบัดน้ำเสียในร้านอาหารและภัตตาคาร
บำบัดน้ำเสียโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทุกๆแห่ง
บำบัดน้ำเสียอาคารสำนักงาน
บำบัดน้ำเสียคอนโดมิเนี่ยม
การบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียและบ่อบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม
จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย, จุลินทรีย์อีเอ็ม, จุลินทรีย์ดับกลิ่น, ซื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม, ขายจุลินทรีย์อีเอ็ม, สบู่เหลวนมน้ำผึ้ง, แชมพูสมุนไพรน้ำผึ้ง, ครีมนวดผมสมุนไพรน้ำผึ้ง


บำบัดน้ำเสีย

 

การบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ( ไม่ว่าระบบบำบัดน้ำเสียแบบใดก็ตาม ) คือ การบำบัดน้ำเสียที่มีของเสียเจือปนอยู่ในน้ำเสียเหลือน้อยมากที่สุด ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์ดีที่สุด

การบำบัดน้ำเสีย  &  ระบบบำบัดน้ำเสียทั่วๆไป

นิยามของน้ำเสีย

  น้ำเสีย ( Waste  Water ) คือ น้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วและมีมลสารสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ในน้ำเสียนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการบำบัดก่อนที่จะนำมาใช้ใหม่ ( Reuse )หรือปล่อยทั้งออกสู่สิ่งแวดล้อมสาธารณะต่อไป น้ำเสียเกิดขึ้นมาจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ

1.  น้ำเสียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั่วๆไป

2.  น้ำเสียที่เกิดขึ้นที่ไม่ได้มากจากธรรมชาติ เช่น จากกิจกรรมของมนุษย์ จากสัตว์เลี้ยงต่างๆ เป็นต้น

แหล่งที่มาของน้ำเสียในข้อ 2

1. น้ำเสียจากแหล่งชุมชุนต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงานทั่วๆไป

2. น้ำเสียจากภาคการเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์

3. น้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต

           

การบำบัดน้ำเสีย หมายถึง  การกำจัดหรือทำลายสิ่งเจือปนหรือปนเปื้อนในน้ำเสียนั้นๆให้หมดไป หรือเหลือน้อยที่สุด และให้ได้ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งที่กำหนดไว้ ไม่ทำให้เกิดมลภาวะและมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม  กระบวนการบำบัดน้ำเสียมีหลายด้วยกัน  โดยทั่วไปกระบวนการบำบัดน้ำเสียมี 3 วิธีด้วยกัน คือ 

1.  กระวนการบำบัดน้ำเสียทางกายภาพ (physical process) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียแบบง่ายๆในเบื้องต้น เช่น การกรองของเสีย การตกตะกอนของเสียต่างๆแยกออกจากน้ำเสียในเบื้องต้น

2.  กระบวนการบำบัดน้ำเสียทางเคมี (chemical process) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียโดยใช้วิธีทางเคมี เช่น การกำจัดของเสียสิ่งเจือปนในน้ำเสียบางชนิดด้วยวิธีการทางเคมี

3.  กระบวนการบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพหรือชีววิทยา (Biological Process) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียและกำจัดของเสียด้วยการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพที่มีอยู่ในธรรมชาติบำบัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการย่อยสลายของเสียและบำบัดน้ำเสีย ซึ่งมีทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจน ( Aerobic  Bacteria )และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน  ( Anaerobic  Bacteria )

ขั้นตอนการหรือกระบวนการบำบัดน้ำเสียในแต่ละขั้น แบ่งได้ดังต่อไปนี้                    

1. การบำบัดขั้นต้น (Preliminary Treatment) และการบำบัดเบื้องต้น (Primary Treatment) เป็นการบำบัดน้ำเสียทางด้านกายภาพด้วยการใช้อุปกรณ์ต่างๆกรองของเสียต่างๆทั้งหมดออกจากระบบ โดยส่วนใหญ่ของเสียจะเป็นขยะและสิ่งเจือปนอยู่ในน้ำเสีย ทั้งเล็กและใหญ่ ไขมันและน้ำมันต่างๆ การบำบัดในขั้นต้นนี้จะช่วยกำจัดสารอินทรีย์ต่างๆที่อยู่ในรูปของ BOD ลดลงประมาณ  25% - 40 %

 2. การบำบัดขั้นที่สอง (Secondary Treatment) เป็นขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียที่มีการกำจัดของเสียต่างๆที่เจือปนอยู่ในน้ำเสียนั้นด้วยการใช้จุลินทรีย์กลุ่มย่อยสลายมากำจัดของเสียต่างๆ ขั้นตอนนี้จะเกิดการย่อยสลายของเสียและบำบัดน้ำเสียเกิดขึ้นมากที่สุด

3. การบำบัดขั้นสูง (Advance Treatment หรือ Tertiary Treatment) เป็นการบำบัดน้ำเสียและกำจัดของเสียที่ไม่ต้องออกจากระบบ เช่น แร่ธาตุต่างๆ ( ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ) และสารบางชนิดที่กำจัดยากออกจากระบบ ซึ่งไม่ผ่านการบำบัดในขั้นที่สองอย่างสมบูรณ์ 

 ระบบบำบัดน้ำเสีย

ระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นกระบวนการบำบัดน้ำเสียที่มีการนำน้ำเสียมาเข้าสู่ระบบที่ออกแบบไว้แล้ว เพื่อทำการบำบัดน้ำเสียและกำจัดของเสียที่เจือปนอยู่ในน้ำเสียนั้นๆออกให้ได้มากที่สุด ( ของเสียเหลือน้อยที่สุด ) ก่อนที่จะปล่อยทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมสาธารณะหรือนำกลับไปใช้อีกครั้ง

ระบบบำบัดน้ำเสียในปัจจุบัน มี 6  แบบหรือ 6 ระบบด้วยกันดังต่อไปนี้

1.ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อปรับเสถียร (Stabilization Pond)
2.ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon หรือ AL)
3.ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland)
4.ระบบบำบัดน้ำเสียแบบแอกทิเวเต็ดสลัดจ์ (Activated Sludge )
5.ระบบบำบัดน้ำเสียคลองวนเวียน (Oxidation Ditch)

6.ระบบบำบัดน้ำเสียแบบแผ่นจานหมุนชีวภาพ (Rotating Biological Contactor : RBC)
 

ระบบบำบัดน้ำเสียทั้ง 6 แบบนี้ทั้งหมดล้วนใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายในการบำบัดน้ำเสียทั้งหมด ความหมายก็คือ ทุกๆระบบล้วนอาศัยจุลินทรีย์ในการบำบัดน้ำเสียทั้งหมดนั่นเอง  ถ้าปราศจากจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียแล้ว ระบบบำบัดน้ำเสียทั้ง 6 ระบบนี้ก็ไม่มีความหมายหรือความสำคัญอะไรอีกต่อไป ( ไม่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ ) ระบบบำบัดน้ำเสียในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นแบบเติมอากาศ AS (  Activate  Sludge ) คือ การเติมอากาศออกซิเจนลงไปในน้ำเสียนั่นเอง เพื่อให้น้ำเสียนั้นๆมีออกซิเจนมากพอที่กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียและบำบัดน้ำเสียนำไปใช้ในการดำรงชีพและการเจริญเติบโตขยายเซลล์และทำปฏิกิริยาย่อยสลายของเสีย การบำบัดน้ำเสียส่วนใหญ่ในธรรมชาติจะใช้กลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนเป็นหลัก ดังนั้น ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบใดๆก็ตาม ( ในทั้งหมด 6 แบบ ) จะขาดออกซิเจนไม่ได้หรือมีออกซิเจนน้อยเกินไประบบก็จะมีปัญหาทันที ( ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งไม่ผ่านเกณฑ์ ) ส่วนจะเลือกระบบบำบัดน้ำเสียแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม พื้นที่ และงบประมาณ แหล่งที่มาของน้ำเสีย เป็นต้น 

  อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ระบบบำบัดน้ำเสียในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นระบบแบบเติมอากาศ ( มากกว่า 90% ) ใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายของเสียชนิดใช้ออกซิเจนเป็นหลัก หรือระบบบำบัดน้ำเสียแบบ AS ( Activated  Sludge ) นั่นเอง ซึ่งระบบ AS จะมีลักษณะเด่น     ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ  

1. ถังเติมอากาศ (Aeration Tank) 
2. ถังตกตะกอน (Sedimentation Tank)

การทำงานของระบบนี้ น้ำเสียจะถูกส่งเข้าถังเติมอากาศ ซึ่งมีสสารตะกอนเจือปนอยู่เป็นจำนวนมากในน้ำเสีย จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนจะทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียให้อยู่ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ พลังงานและน้ำ  น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดในบ่อเติมอากาศแล้วจะไหลต่อไปยังถังตกตะกอนเพื่อแยกตะกอนออกจากน้ำใส ตะกอนส่วนเกินที่แยกตัวอยู่ที่ก้นถังตกตะกอนส่วนหนึ่งจะถูกสูบกลับเข้าไปในถังเติมอากาศใหม่เพื่อรักษาความเข้มข้นของตะกอนในถังเติมอากาศให้ได้ตามที่กำหนด และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นตะกอนส่วนเกิน (Excess Sludge) ที่ต้องนำไปกำจัดทิ้งต่อไป สำหรับน้ำใสส่วนบนจะเป็นน้ำทิ้งที่สามารถระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมได้

        

ภาพบนตัวอย่างระบบบำบัดน้ำเสียแบบ AS เติมอากาศ ซึ่งมีการแยกย่อยเป็นแบบ

1.  แบบคลองวนเวียน ( Oxidation  Ditch : OD )

น้ำเสียเข้าระบบคลองวนเวียน ( ตามภาพล่าง ) ==>> ไปยังถังเติมอากาศเพื่อย่อยสลายของเสียต่างๆในน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจน น้ำเสียจะไหลวนเวียนบำบัดในคลองวนเวียน แล้วผ่านไปยังถังตกตะกอน ( บ่อพักน้ำทิ้ง ) ในบ่อตกตะกอนนี้ตะกอนส่วนเกิน ( Excess Sludge ) จะถูกนำไปกำจัดทิ้งฝังกลบหรือนำไปเป็นปุ๋ยพืชผัก และอีกบางส่วนจะเวียนกลับไปบำบัดซ้ำในขั้นตอนน้ำเสียเข้า ( ตามภาพ ) 

       


 

2.   แบบกวนสมบูรณ์ ( Completly  Mix )

ระบบนี้ต้องมีถังเติมอากาศกวนน้ำเสียและตะกอนให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั่วทั้งถังบำบัดเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้ทั่วทั้งถังบำบัด   น้ำเสียเข้าบ่อเติมอากาศ(ถังเติมอากาศ ) เพื่อทำการย่อยสลายของเสียต่างๆในน้ำเสียโดยกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจน แล้วผ่านไปยังถังตกตะกอนขั้นที่ 2 ก่อนปล่อยทิ้ง จะมีตะกอนส่วนเกินบางส่วนตกตะกอนอยู่ก้นถัง และนำไปกำจัดทิ้ง บางส่วนนำเวียนกลับไปบำบัดซ้ำอีกครั้ง ( ตามภาพ )

       


 

3.   แบบปรับเสถียรสัมผัส  ( Contact Stabilization Process  )

ระบบบำบัดน้ำเสียนี้จะมีลักษณะเด่นตรงที่มีถังเติมอากาศแบบอิสระแยกกัน 2 ถัง ( ถังสัมผัส และ ถัง ย่อยสลาย ) น้ำเสียเข้าสู่ระบบถังสัมผัส ( Contact  Tank ) เติมอากาศเพื่อทำการย่อยสลายของเสียต่างๆ ก่อนที่จะผ่านไปยังถังตกตะกอนขั้นที่ 2 เป็นน้ำทิ้ง และตะกอนส่วนเกินก้นบ่อนำไปกำจัดทิ้ง และบางส่วนนำกลับเข้าถังย่อยสลายเติมอากาศ ( ตามภาพล่าง ) แล้วนำกลับไปยังถังสัมผัสย่อยสลายของเสียซ้ำอีกครั้ง 

         


 

4.   แบบเอสบีอาร์  ( Sequencing Batch Reactor : SBR ) น้ำเสียเข้าบ่อรับน้ำเสียบ่อที่ 1 ( ตามภาพล่าง ) แล้วเข้าไปบำบัดและย่อยสลายของเสียในบ่อเติมอากาศ ก่อนที่จะไปยังบ่อตกตะกอน เพื่อทำการตกตะกอนส่วนเกิน แล้วผ่านไปยังบ่อระบายน้ำทิ้ง ส่วนหนึ่งจะเป็นน้ำทิ้งออกสู่สาธารณะและอีกส่วนหนึ่งจะไปยังบ่อพักระบบ ระบบนี้จะเป็นระบบประเภทเติมเข้า-ถ่ายออก (Fill-and-Draw ) โดยมีขั้นตอนในการบำบัดน้ำเสียแตกต่างจากระบบตะกอนเร่งแบบอื่น ๆ คือ การเติมอากาศ (Aeration) และการตกตะกอน (Sedimentation) จะดำเนินการเป็นไปตามลำดับภายในถังปฏิกิริยาเดียวกัน  การเดินระบบระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ 1 รอบการทำงาน ( 1 Cycle) จะมี 5 ช่วงตามลำดับ ดังนี้

1.  ช่วงเติมน้ำเสียเข้าระบบ ( Fill )

2.  ช่วงทำปฏิกิริยาย่อยสลายของเสีย ( React ) เป็นช่วงที่จุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนย่อยสลายสสาร ซึ่งจะไปลดสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ( ลด BOD )

3.  ช่วงตกตะกอน ( Settle ) ทำให้ตะกอนจุลินทรีย์ตกลงใต้ก้นถังปฏิกิริยา

4.  ช่วงระบายน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้ว ( Draw )

5.  ช่วงพักระบบ ( Idle )  เพื่อซ่อมแซมระบบหรือรอรับน้ำเสียที่จะมาใหม่

การเดินระบบแบบเอสบีอาร์สามารถเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในแต่ละช่วงได้ง่าย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการบำบัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์
 

       


 

ผลลัพธ์จากปฏิกิริยาการย่อยสลายของเสียและบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ ( ระบบ AS ) ทุกๆระบบจะได้ผลลัพธ์ตามสมการด้านล่างนี้

       

การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ AS นี้ ระบบก็ไม่ได้สมบูรณ์ 100% ยังมีจุดอ่อนหรือจุดด้อย ในกรณีที่การบริหารจัดการไม่ถึงหรือไม่เป็น หรือการดูแลและบำรุงรักษาระบบยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ โดยเฉพาะจุดที่เป็นหัวใจของระบบ นั่นก็คือ จุดเติมอากาศหรือบ่อเติมอากาศ ซึ่งเป็นจุดที่ปฏิกิริยาการย่อยสลายของเสียเกิดขึ้นมากที่สุด ถ้าผิดพลาดหรือมีปัญหาในเรื่องการเติมอากาศไม่ทั่วถึงทั้งบ่อ จะส่งผลให้ปริมาณจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียมีน้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบำบัดน้ำเสียทันที ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบและดูแลบำรุงรักษาระบบอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ ตรวจสอบค่าน้ำทิ้งเป็นประจำวัน ( บางค่า ) และประจำเดือนในบางค่า เพื่อให้ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งไม่มีปัญหาเกินเกณฑ์มาตรฐานกำหนด ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศจะมีปัญหาในจุดนี้มากที่สุดและพบเป็นประจำ โดยเฉพาะการเติมอากาศไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของจุลินทรีย์แบบใช้ออกซิเจน ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งต่างๆที่ไม่ผ่านก็มาจากจุดนี้ ของเสียต่างๆในน้ำเสียถ้าถูกย่อยได้สลายมากที่สุด ( เหลือของเสียน้อยมาก ) ก็จะส่งผลให้ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์ได้ง่ายๆ ประเด็นสำคัญก็คือ อย่าให้ปริมาณของจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียมีน้อยกว่าปริมาณของเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสียทันที

หมายเหตุ  :  การควบคุมปริมาณน้ำเสียก็ทำได้ยาก  และการควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียทำได้ยากเช่นกัน

ทางออกของปัญหาปริมาณจุลินทรีย์ย่อยสลายในระบบบำบัดน้ำเสียมีปริมาณน้อย

           

ตอบโจทย์ปริมาณจุลินทรีย์ย่อยสลายในระบบบำบัดน้ำเสียมีปริมาณน้อย ย่อยสลายของเสียในน้ำเสียไม่ทัน ( ทำให้ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งไม่ผ่านเกณฑ์ ) จุลินทรีย์หอมคาซาม่าเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียและย่อยสลายของเสียชนิดไม่ใช้ออกซิเจนในการทำปฏิกิริยาย่อยสลาย ช่วยเพิ่มและเสริมประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียและย่อยสลายของเสียให้ดีมากยิ่งขึ้น ปฏิกิริยาการย่อยสลายเร็วขึ้น การย่อยสลายของเสียในน้ำเสียทำได้มากขึ้น จุลินทรีย์หอมคาซาม่าสามารถใช้ได้กับระบบบำบัดน้ำเสียทุกๆระบบ ทำงานคู่ขนานกับกลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายที่ใช้ออกซิเจนเป็นหลักได้ดี ไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อระบบบำบัดน้ำเสียทุกๆระบบ ทางออกในการแก้ไขปัญหาของระบบบำบัดน้ำเสียที่ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งไม่ผ่านเกณฑ์กำหนด

         

ภาพบนเป็นกระบวนการปฏิกิริยาการย่อยสลายของเสียและบำบัดน้ำเสียของจุลินทรีย์หอมคาซาม่า

       



       

กระบวนการบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน + จุลินทรีย์หอมคาซาม่า ( ไม่ใช้ออกซิเจน ) ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ AS   ปฏิกิริยาเป็นไปตามภาพด้านล่างนี้

       

 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย เสริมประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียทุกๆระบบด้วย จุลินทรีย์หอมคาซาม่า ได้ประโยชน์ทั้งการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดกลิ่นในเวลาเดียวกัน ระบบบำบัดน้ำเสียหรือการบำบัดน้ำเสียมีปัญหาดูได้จากจุดใด ? ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งคือ ดัชนี้ชี้วัดว่า การบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียของท่านมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือต้องทำการปรับปรุงในส่วนใด ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งจึงจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

 

(( กฎหมายการบำบัดน้ำเสีย  คลิกดูที่นี่..))